13 May2021June 15, 2021
Post
โรค ไข้หวัดใหญ่ เรื่องใหญ่ของเด็ก ๆ

โรค ไข้หวัดใหญ่ เรื่องใหญ่ของเด็ก ๆ

มาพูดกันถึงไข้หวัดประเภทที่ถ้าใครเป็นล่ะก็ต้องบอบช้ำกันไปทั้งร่างกายกันหน่อยดีกว่า วันนี้เราจะมาพูดในแง่มุมของเด็ก ๆ กันว่าถ้าเขาต้องเจอกับอาการ ไข้หวัดใหญ่ แบบนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วรักษาอย่างไร ป้องกันอย่างไร มาเริ่มหลักสูตรเร่งรัดเพื่อจะไปดูแลให้เจ้าตัวเล็กห่างไกลจากโรคนี้กันดีกว่า ไข้หวัดใหญ่ คืออะไร? โรคนี้คือการที่เด็ก ๆ จะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งแน่นอนว่าเกิดจากไวรัส และไวรัสที่ว่าก็คือ H1N1, H3N2, ตระกูลวิคตอเรีย, ยามากาตะ และชนิดซี จริง ๆ แล้วต้องเฝ้าระวังกันทั้งปีแต่ช่วงที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือช่วงหน้าฝนและหน้าหนาวนั่นเอง อาการหลักของโรคนี้ถ้าเด็ก ๆ เป็นจะเป็นอย่างไรบ้าง?             แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นด้วยการมีไข้สูง (38.5 – 39.6 องศาฯ) พร้อมทั้งอาการไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และสิ่งที่จะทำให้ทรมานมากก็คืออาการเมื่อยล้า ปวดตามข้อ ปวดหัว อ่อนเพลียมาก ๆ ซึ่งอาจมีอาการอาเจียน ท้องเสีย เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถ้าเด็ก ๆ ต้องมาเจออาการแบบนี้บอกเลยว่าพวกเขาต้องรู้สึกแย่มากอย่างแน่นอน        แล้วไข้หวัดใหญ่ในเด็กกับผู้ใหญ่แตกต่างกันอย่างไร?       จริง ๆ แล้วเกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกันแต่อาการแทรกซ้อนของเด็ก ๆ จะมีมากกว่า เช่น ปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง อาการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาการแทรกซ้อนนี้สามารถทำให้เกิดอาการช็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตกันได้เลยทีเดียว         และอาการทั่วไปอย่างเช่น...

29 Apr2021June 15, 2021
Post
โรคตาแดง อย่าแค่พาลูกแลบลิ้น

โรคตาแดง อย่าแค่พาลูกแลบลิ้น

         หลายเสียงเล่ากันมานานว่าถ้าเจอคนเป็น โรคตาแดง แล้วไม่อยากเป็นให้แลบลิ้น เชื่อเลยว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนเคยได้ยินมาแบบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่โบราณสอนกันมา เป้าหมายก็เพื่อที่ถ้าเจอใครที่เป็นตาแดงแล้วแลบลิ้นใส่จะทำให้คนที่เป็นรู้ว่าอย่าเข้ามาใกล้เท่านั้นเอง แต่ความจริงโรคนี้มีวิธีป้องกันและดูแลที่ดีกว่าแลบลิ้น จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย โรคตาแดง คืออะไร? ข่าวร้ายคือโรคนี้เป็นได้ทั้งปีแบบไม่ต้องหยุดพัก แถมยังมีการระบาดเป็นระยะ ดังนั้นเราควรรู้จักโรคนี้กันให้ดีขึ้นเพื่อจะได้ป้องกันได้ง่ายขึ้น         โรคนี้มาจากหลายสาเหตุ มีทั้งแบบติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ เกิดได้ทั้งจากไวรัส แบคทีเรีย ติดเชื้อราหรือพยาธิก็ได้ อาการของภูมิแพ้ก็เป็นสาเหตุของอาการตาแดงได้ แถมยังลามไปได้ถึงอาการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา การกระทบกระเทือน และโรคต่าง ๆ ของตาเช่น ต้อ อาการตาอักเสบ เป็นต้น แต่สาเหตุตาแดงที่มาจากการติดเชื้อจะเป็นสิ่งที่พบเจอกันบ่อยที่สุด        แบบไหนเรียกว่าเด็ก ๆ ตาแดงเข้าให้แล้ว       ถ้าเป็นการติดเชื้อเด็ก ๆ จะเกิดอาการเยื่อบุตาอักเสบ บวมแดง รู้สึกเคืองตา และมีน้ำตาไหลบ่อย แล้วก็ยังมีขี้ตาแฉะร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นการติดไวรัสล่ะก็จะมีขี้ตาใส ๆ แล้วเป็นหวัดร่วมด้วย แต่ถ้าดันเกิดจากแบคทีเรียขี้ตาจะเป็นสีเขียวอมเหลืองจนมีหนองได้เลยทีเดียว         แต่ถ้าเด็ก ๆ มีอาการตาแดงแค่ไม่นาน อย่างเช่น เป็นตอนเช้าแล้วตอนเย็นหาย สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นอาการของภูมิแพ้มากกว่าเยื่อบุตาอักเสบ        ไม่อยากให้ลูกเป็นป้องกันอย่างไรดี?       ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโรคนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อและติดต่อกันได้ง่าย เด็ก ๆ มักติดกันเมื่อไปโรงเรียน คุณจึงจำเป็นต้องสอนลูก ๆ ให้รู้จักดูแลตัวเอง ไม่ให้ไปอยู่ใกล้กับเพื่อน ๆ...

26 Feb2020March 2, 2020
Post
มาพาลูกชนะ โรคภูมิแพ้ ป้องกันและรักษายังไง

มาพาลูกชนะ โรคภูมิแพ้ ป้องกันและรักษายังไง

โรคภูมิแพ้ โรคที่ชื่อคุ้นหูหลายคน แต่ถ้าเกิดใครเป็นล่ะก็ไม่อยากคุ้นเคยแน่ ๆ เพราะมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตและทำให้อยู่ไม่เป็นสุขได้พอตัวเลยทีเดียว โรคนี้อาจมาเริ่มก่อตัวอย่างเงียบ ๆ เพียงแค่อาการจามเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบ่อยขึ้น การลองสังเกตสภาวะแวดล้อมรอบ ๆ จะช่วย Confirm ได้คร่าว ๆ ว่าแบบนี้เข้าข่ายอาการภูมิแพ้หรือไม่ จริง ๆ แล้ว โรคภูมิแพ้ คืออะไรกันแน่? มีวิธีการสังเกตุอาการอย่างไร โรคนี้คืออาการของการตอบสนองที่ไวกว่าปกติของร่างกาย และถ้ารุนแรงมากอาจเสียชีวิตกันได้เลยทีเดียว โดยภูมิแพ้จะแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ประมาณนี้ ภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการคันจมูก มีอาการคันตา จามบ่อย ๆ คัดจมูก น้ำมูกไหล ตาแดง และมีอาการเหนื่อยหอบ ภูมิแพ้ที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคแพ้อาหาร ภูมิแพ้ในระบบผิวหนัง เช่น อาจเกิดผื่นขึ้นตามผิวหนัง โรคหืด อาการนี้เกิดจากทางเดินหายใจมีอาการบวม จนตีบแคบลง หายใจลำบาก และส่วนใหญ่มักเกิดเวลากลางคืน เยื่อบุตาอักเสบ ตัวนี้เป็นผลหลังจากที่เกิดภูมิแพ้ขึ้น จะมีอาการทั้งแสบ คันตา น้ำตาไหล หากเด็ก ๆ...

05 Feb2020February 27, 2020
Post
เด็ก Vs มะเร็ง เม็ดเลือดขาว เฉียบพลัน ควรรับมือยังไง

เด็ก Vs มะเร็ง เม็ดเลือดขาว เฉียบพลัน ควรรับมือยังไง

เมื่อพูดถึงคำว่า มะเร็ง เม็ดเลือดขาว อาจดูห่างไกลจากเด็ก ๆ อยู่พอสมควร แต่ในปัจจุบันโรคมีวิวัฒนาการที่ค่อนข้างพัฒนามากทำให้เด็ก ๆ เองอาจต้องเจอกับโรคนี้เข้าได้ เรามาทำความรู้จักและป้องกันเด็ก ๆ ให้ห่างไกลจากโรคนี้กันไว้ดีกว่า สาเหตุเกิดมาจากอะไร? แล้วเรามีวิธีจัดการกับ มะเร็งเม็ด เลือดขาว อย่างไร สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่สามารถสรุปได้ 100% แต่จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์กันมาอย่างยาวนานพบว่าสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำให้ร่างกายเป็น มะเร็งเม็ด เลือดขาว นั่นก็คือ การได้รับหรือสัมผัสกับรังสี สารเคมีบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง benzene ยาเคมีบำบัดบางชนิด เรื่องของพันธุกรรม ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน อาการเบื้องต้นของโรคนี้เป็นอย่างไร ? ถ้าลูกอยู่ ๆ มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน รวมทั้งอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น มีจุดเลือดตามผิว เป็นผื่น มีปื้น ๆ ที่ผิว เริ่มมีก้อนเกิดขึ้นที่ผิว ให้รีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุทันที หากพบว่ามีเชื้อมะเร็งเม็ดเลือดขาวตามที่สงสัยแพทย์จะได้รีบทำการตรวจและรักษาในขั้นตอนต่อไปโดยเร็วที่สุด การรักษาโรคนี้ต้องทำอย่างไร ? ความยาวนานในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันนั้นมีระยะเวลาแตกต่างกันไปตามแต่ละคนที่จะมีการตอบสนองกับยาและการรักษา ถ้าบางรายมีอาการแทกรซ้อนการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกอาจถูกยกมาเป็นทางเลือกในการรักษา การปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นจะเป็นจะต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับ ในตอนนี้สามารถทำการปลูกถ่ายไขกระดูกจากเซลล์ต้นกำเนิดของพ่อแม่ได้ ไม่ต้องรอการบริจาคเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง...

29 Jan2020February 27, 2020
Post
จุดโฟกัสของ โรคระบบทางเดินอาหาร ในเด็ก

จุดโฟกัสของ โรคระบบทางเดินอาหาร ในเด็ก

การกินอาหารเป็นเรื่องที่เริ่มกันตั้งแต่แรกเกิดและก็เป็นเรื่องที่ชอบเกิดปัญหาในทุกวัยกันจริง ๆ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ด้วยแล้วระบบทางเดินอาหารเป็นเรื่องที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษเพราะสามารถแตกแขนงเป็นได้อีกหลายอาการหลายโรคเลยทีเดียว วันนี้เราเราจะพาโรคต่าง ๆ ที่ชอบเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ในเรื่องของ โรคระบบทางเดินอาหาร มาฝากกัน โรคระบบทางเดินอาหาร มีแบบไหน และมีวิธีดูแลยังไงบ้าง กรดไหลย้อนโรคที่ผู้ใหญ่คนไหนเป็นก็จะรู้กันดีกว่าความทรมานมากขนาดไหนแล้วถ้าเกิดขึ้นกับเด็กเล็ก ๆ ล่ะก็ไม่ต้องพูดถึง เจ้าตัวเล็กทั้งแสบร้อนจนงอแงกันยาวแน่นอน อาการนี้จะเกิดขึ้นบ่อยสุดในเด็กทารกช่วง 3-4 เดือน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากช่วงรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะยังทำงานไม่แข็งแรงพอ จนทำให้เกิดอาการที่เขาเรียกกันว่า “แหวะนม” ขึ้นนั่นเอง วิธีการแก้ไขโรคนี้ให้ลูกก็คือการทำให้เขาเรอนั่นเอง เพื่อเป็นการไล่ลมในกระเพาะอาหารของเขาออกไป และนอกจากนี้เมื่อลูกกินมเสร็จให้อุ้มหัวลูกให้สูงขึ้นประมาณ 20-30 องศา นานประมาณครึ่งชั่วโมง อย่าเพิ่งให้เขานอนราบในทันที จะช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้ดีขึ้นอาการนี้ต้องดูแลกันไปแต่ไม่ต้องกังวลมากเพราะส่วนใหญ่มักจะทุเลาและหายไปเองในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปี อาการโคลิกฟังชื่อแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพราะนี่คืออาการที่เด็ก ๆ ร้องไห้โดยไม่รู้สาเหตุ แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุได้ชัด ๆ 100% ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คืออาการทางระบบทางเดินอาหารนั่นเอง ภาวะนี้เกิดเองหายเองได้แต่ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแล อาการของโคลิกคือการร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ ร้องจนหน้าแดงไปหมด มือกำ ขาจิก แอ่นหลัง งอเข่า ไม่ว่าจะงัดไม้ไหนมาพยายามให้หยุดก็ยังดูเป็นไปได้ยาก อาการนี้จะร้องทุกวันติดต่อกันเกือบสามเดือน ร้องเวลาเดิม...

22 Jan2020February 22, 2020
Post
ไวรัส RSV ตัวร้าย อย่าให้ได้ใกล้ลูก

ไวรัส RSV ตัวร้าย อย่าให้ได้ใกล้ลูก

ไวรัสกับเด็กเหมือนจะเป็นของคู่กันเพราะเด็ก ๆ ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงมากเท่าไรนักเลยโดนเล่นงานจากเชื้อพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย และ ไวรัส RSV ก็คือหนึ่งในเชื้อไวรัสที่น่ากลัวและต้องคอยดูแลลูกให้ห่างไกลตัวหนึ่ง วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับเชื้อนี้ให้มากขึ้นกัน ไวรัส RSV คืออะไร อาการแบบไหน และมีวิธีป้องกัน รักษายังไง ชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจของเด็ก ๆ ทำให้ปอดอักเสบ เกิดพยาธิในหลอดลมเล็ก ถุงลม ทำให้มีเสมหะ ทำให้เด็ก ๆ เกิดผลกระทบตามมาเป็นอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก เชื้อนี้จะมีการติดต่อกันผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะได้ สังเกตอย่างไรว่าลูกอาจติด RSV เข้าให้แล้วลูกของคุณมักจะมีอาการเหนื่อยหอบผิดปกติ หายใจเร็งและแรงกว่าที่เคย และเสียงหายใจมีเสียงครืดคราด ตัวจะเขียวเพราะได้รับอากาศไม่เพียงพอ ถ้าฟังเสียงที่ปอดได้เขาจะมีอาการเสียงหวืดในปอด เสมหะจะเยอะ มีอาการไอที่รู้ได้เลยว่ามีอะไรอยู่ในลำคอ การรักษา RSV ต้องทำอย่างไรบ้าง?ต้องบอกกันก่อนเลยว่าโรคนี้ยังไม่มียาที่สามารถรักษาแบบเฉพาะได้ ทำให้เมื่อรู้ตัวว่าเป็น RSV แพทย์ก็จะทำการรักษาตามอาการของแต่ละคนไป เช่น ให้ยาลดไข้ ขยายหลอดลม แก้ไอ ตามอาการไป และใครที่เคยป่วยเป็นโรคนี้ไปแล้วในบางครั้งก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้อีกเหมือนกัน โดยสำหรับคนที่เป็น...

23 Dec2019December 23, 2019
Post
โรคน่ากลัว ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อย

โรคน่ากลัว ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อย

เมื่อกล่าวคำว่า โรค จึงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากจะได้ยิน  และในสังคมปัจจุบันได้มีโรคแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย บางครั้งความไม่คิดไม่ฝันที่จะเกิดขึ้นได้ ก็สามารถเกิดขึ้นได้  จึงทำให้พ่อแม่อย่างเราต้องคอยดูแลลูกน้อยให้ดีขึ้นอีกหลายเท่าตัว โรคที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งคงมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และเรื่องของปัจจัยทางกายภาพหลายอย่างร่วมด้วยที่ทำให้มีโรคเกิดขึ้นมากมาย โรคน่ากลัว ที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง ที่นำมาบอกกล่าวในบทความนี้ พ่อแม่ทุกคนควรเฝ้าระวัง โรคน่ากลัว ที่จะเกิดขึ้นกับลูก 1.โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina) เป็นโรคที่มีลักษณะคล้ายๆกับโรคมือเท้าปาก เป็นเชื้อชนิดเดียวกัน แต่ลักษณะของโรคจะแตกต่างจากโรคมือเท้าปาก คือ โรคเฮอร์แปงไจน่า จะเป็นแผลเฉพาะบริเวณในปากและกระจายไปทั่วปาก  เมื่อสังเกตลูกน้อยมีไข้สูง 39-40 องศา แล้วมีแผลในปากร่วมด้วยให้คุณแม่สันนิษฐานเลยว่า โรคนี้ได้มาเยือนลูกน้อยของคุณแล้ว การป้องกันโรค  เมื่อคุณแม่ทราบว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อทาง น้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระ จากผู้ที่มีเชื้อ จะทำให้ติดต่อได้ง่ายๆ จึงงดพาลูกไปโรงเรียนเมื่อมีเพื่อนร่วมชั้นของลูกป่วยด้วยโรคนี้   และเมื่อลูกมีอาการไม่สบายและมีอาการของโรคนี้ก็ควรจะให้ลูกพักอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่ไปสู่เด็กร่วมชั้นคนอื่นด้วย และต้องปลูกฝังให้ลูกดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเองให้สะอาดอยู่เสมอ 2.โรคติดเชื้อทางเดินหายใจไวรัส RSV เมื่อลูกได้รับไวรัสชนิดนี้ ลักษณะอาการเมื่อมองดูทั่วไปจะดูเหมือนโรคหวัดธรรมดาทั่วไป แต่ความรุนแรงของโรคนี้ที่ต่างออกไปคือ จะทำให้ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ ลูกน้อยจะแสดงอาการเหนื่อย หอบ หายใจไม่สะดวก และไอมากมีเสมหะในลำคอมาก  จนถึงขั้นปอดติดเชื้อ  การติดเชื้อมักจะมาจากการสัมผัสโดยตรงจากละอองของอาการไอ  น้ำมูกและน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อมาสัมผัสที่ตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนที่ปากหรือจมูกเด็ก ก็จะทำให้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายทันที การป้องกันไม่ให้ลูกน้อยได้รับเชื้อ ควรทำความสะอาดมือและส่วนต่างๆของร่างกายทันทีที่กลับจากโรงเรียนหรือกลับจากสถานที่ชุมชนที่มีผู้คนมากมาย   หากลูกมีการป่วยก็ให้หยุดเรียนทันที หรือหากเพื่อนร่วมชั้นของลูกป่วยลูกก็ต้องหยุดเรียนเช่นกัน เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อจากเพื่อนที่ป่วย 3.โรคไข้เลือดออก โรคที่น่ากลัวที่มาในทุกฤดูฝน  โรคไข้เลือดออกถือว่าคร่าชีวิตของคนในประเทศไทยไปไม่น้อย จึงเป็นโรคที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นกับลูกน้อยที่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่มากพอ   โรคไข้เลือดออกอาการที่เห็นได้ชัดคือ มีอาการคล้ายๆกับอาการไข้ทั่วๆไป บางรายจะอ่อนเพลียและปวดศีรษะมาก...

16 Dec2019December 18, 2019
Post
สมาธิสั้น คืออะไร ? เรามาทำความเข้าใจกันเถอะ

สมาธิสั้น คืออะไร ? เรามาทำความเข้าใจกันเถอะ

สมาธิสั้น (ADHD) อาการของผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นอาจยังคงอยู่ตลอดจนเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ โดยรูปแบบอาการอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยตามวัย และตามการรักษาดูแลที่ผู้ป่วยได้รับ หรืออาจยังมีบางอาการที่ยังคงอยู่และกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตที่พบมากที่สุดของเด็ก โรคขาดสมาธิในการจดจ่อตั้งใจทำสิ่งใดให้สำเร็จ ขี้ลืม ไม่ใส่ใจคำสั่ง อยู่ไม่นิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่อดทน หุนหันพลันแล่น  เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียน ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เริ่มสื่อสารและเข้าสังคม สมาธิสั้น จะเกิดในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง โดยปกติมักพบในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเมื่อเด็กเริ่มมีปัญหาในการให้ความสนใจ ผู้ใหญ่ที่มีภาวะสมาธิสั้นอาจมีปัญหาเรื่องการจัดการ การจัดลำดับความสำคัญ และไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ หรือจัดการได้ไม่ดี พวกเขาอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดี ความนับถือตนเองและ เสพติดหรือติดยาเสพติด อาการที่พบในเด็ก โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท : 1.ด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ วอกแวกง่ายเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น หรือมีความคิดอื่นมากระตุ้นในขณะทำกิจกรรมใด ๆ อยู่ ไม่ทำตามคำแนะนำหรือไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนดการ ไม่ตั้งใจฟัง ไม่สนใจในขณะที่มีคนพูดด้วย ไม่ใส่ใจและทำผิดพลาด จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำไม่ได้ มีปัญหาในการจัดการงานประจำวัน ไม่ชอบทำสิ่งที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ ไม่ชอบเรียนรู้เรื่องที่ต้องใช้เวลา มักลืมสิ่งที่ต้องทำหรือที่ได้รับมอบหมาย มีแนวโน้มที่จะฝันกลางวัน 2.เด็กที่มีสมาธิสั้น: ร้อนรน กระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข ไม่ชอบนั่งนิ่งๆ ไม่สามารถทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกได้เงียบ ๆ ตามลำพัง นั่งนิ่งอยู่กับที่นาน...

09 Dec2019December 11, 2019
Post
โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โดยปกติโรคนี้ไม่น่ากลัว และหายเองโดยไม่มีปัญหา วันนี้ผู้เชี่ยวชาญจะมาอธิบายว่า โรคมือเท้าปาก อาการ อาการเป็นแบบไหน และมีวิธีป้องกันอย่างไร? สาเหตุของโรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์คอกแซคกี (Coxsackie  Virus) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักและอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาะแทรกซ้อนได้ง่าย  โรคมือเท้าปาก เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง สาเหตุเกิดจากอะไร ป้องกันได้อย่างไร หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส จากลูกชายของนักร้อง Pink โนอาห์ ซินเดอร์การ์ด รวมถึงมหาวิทยาลัยในเครือที่รายงานการระบาดของโรคนี้เมื่อเร็วๆนี้ พ่อแม่ไม่ต้องแปลกใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยของไวรัสสายพันธุ์คอกแซคกี (Coxsackie  Virus) แต่กุมารแพทย์แห่งนิวยอร์ก Deena Blanchard กล่าวว่าผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก “ โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นไวรัสที่ไม่น่ากลัว และไม่รุนแรง อาการจะคล้ายๆกับไข้หวัด  นี่สาเหตุและวิธีป้องกันรักษา 1. ความแตกต่างระหว่างไวรัสคอกซากีกับโรคมือเท้าและปากคืออะไร? ไวรัสคอกแซคกี นั้นมีความรุนแรงหรืออาจทำให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่นมีไข้เ จ็บคอ หงุดหงิดปวดศีรษะ ปวดท้อง ไม่สบายหรือคลื่นไส้ โรคมือเท้าและปาก – เป็นกลุ่มอาการหนึ่งของโรคติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส อาการป่วย ได้แก่ มีไข้ มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก มักพบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม และเกิดผื่นแดง 2. อาการของโรคมือเท้าและปากมีอะไรบ้าง อาการของเด็กที่เป็นโรคมือ-เท้า-ปาก มักเริ่มด้วยอาการไข้เ จ็บปากกินอะไรไม่ค่อยได้ น้ำลายไหล เพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนในและมีผื่นเป็นจุดแดง หรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ...

05 Dec2019December 11, 2019
Post
โรคขาโก่ง  โรคที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อย และวิธีป้องกัน

โรคขาโก่ง โรคที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อย และวิธีป้องกัน

เมื่อพูดถึงความผิดปกติของลูกน้อย ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆคนเป็นแม่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทุกเรื่อง  หากอาการผิดปกตินั้นส่งผลให้การใช้ชีวิตของลูกน้อยเปลี่ยนไป  เรื่องสำคัญต่างๆที่คนเป็นแม่ไม่ควรมองข้ามก็คงจะเกี่ยวกับร่างกายของลูกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวัน แม่ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายลูกอยู่ตลอด  หากมีข้อข้องใจควรปรึกษาแพทย์ทันที  โรคขาโก่ง ที่พบในเด็กที่กำลังหัดเดินถือว่าเป็นโรคที่ส่งผลให้ร่างกายของเด็กผิดปกติไปตลอดชีวิต  เรามาดูสาเหตุและวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ลูกน้อยเป็นโรคขาโก่งกันค่ะ  สาเหตุของ โรคขาโก่ง เกิดจากอะไรได้บ้าง และมีวิธีป้องกันอย่างไร 1.สาเหตุจากธรรมชาติ   ขาโก่งแบบธรรมชาติแม่สามารถสังเกตได้จากการเริ่มตั้งไข่ของลูก  ขาของลูกจะยังไม่ตรงตามปกติเหมือนผู้ใหญ่ ขาของลูกจะมีลักษณะงอโก่งเล็กน้อยจากการที่ลูกคดตัวอยู่ในท้องแม่มาถึง 9 เดือน เมื่อลูกเริ่มหัดเดินลักษณะขาของลูกก็จะยืดแล้วค่อยๆตรงได้ตามปกติ 2.ขาโก่งที่ผิดปกติจากการเป็นโรค   เป็นโรคที่สามารถสังเกตได้เมื่อลูกอายุประมาณ3 ปี แล้วยังมีลักษณะขาโก่งอยู่ ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของกระดูก หรือข้อต่อ หรือเป็นโรคต่างๆเช่น  โรคกระดูกเสื่อม  โรคกระดูกอ่อนซึ่งเป็นผลมาจากภาวะขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง เปราะ และแตกหักได้ง่าย จนทำให้ขาโก่งได้  โรคเบล้าท์  พบมากในเด็กที่มีภาวะอ้วน เด็กที่เริ่มหัดเดินเร็วเกินไป   โรคพาเจท เกิดจากร่างกายผิดปกติในการสร้างและสะลายกระดูก ทำให้กระดุกไม่แข็งแรง    ขาที่โก่งจะส่งผงให้ลูกเดินผิดปกติลักษณะใกล้เคียงกับเป็ดเดิน  แม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที  หากปล่อยลูกให้เกิดความผิดปกติไว้นานๆจะส่งผลให้ยากต่อการรักษา การดัดขาลูกแล้วจะไม่ทำให้ขาโก่งจริงไหม การดัดขาลูกทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยมีความเชื่อว่าดัดขาลูกตอนอาบน้ำในช่วงอายุตั้งแรกเกิดถึง2 ขวบจะทำให้ขาลูกไม่โก่ง  ความเชื่อนั้นในปัจจุบันมีคุณหมอบางท่านได้ออกมาพูดว่า การดัดขาลูกนั้นไม่มีส่วนช่วยให้ขาลูกหายโก่งได้ หากดัดขาไม่ถูกวิธีแถมจะทำให้ขาลูกผิดรูปหรือหักด้วยซ้ำ   เด็กขาโก่งที่โก่งตามธรรมชาติจะหายได้เองอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องดัด หากเด็กบางคนต้องเผชิญกับโรคขาโก่ง การดัดก็ไม่สามารถทำให้โรคขาโก่งนั้นหายไปได้เช่นกัน โรคขาโก่งที่เกิดขึ้นนั้นต้องดูว่ามาจากสาเหตุไหน  แล้วพบแพทย์เพื่อแก้ปัญหาดีที่สุดค่ะ การรักษาโรคขาโก่งที่ผิดปกติ ให้เด็กสวมใส่อุปกรณ์ช่วยด้ามขาจากคุณหมอ วิธีนี้สามารถรักษาได้เฉพาะเด็กเล็กอายุ 3-7ปีเท่านั้นที่จะได้ผลมากที่สุด ใช้ยารักษาอาการและให้เด็กทานวิตามินดีและแคลเซียมที่เพียงพออีกด้วย รักษาโดยวิธีการผ่าตัด การผ่าตัด การผ่าตัดแบ่งเป็น2 แบบคือ  การผ่าตัดชักนำการเจริญเติบโตของกระดูก และการผ่าตัดกระดูกเข่า ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายหากต้องการได้รับการแก้ไขจริงๆ การป้องกันไม่ให้ลูกน้อยต้องเผชิญกับโรคขาโก่ง  สังเกตความผิดปกติลักษณะร่างกายของลูกอยู่ตลอด ลักษณะขาที่ยังโก่งอยู่ของลูกในอายุใกล้ 3 ปี ถือว่าเป็นความผิดปกติ และส่งผลต่อการเดินของลูกเป็นสิ่งที่แม่สังเกตได้ง่ายๆ จึงควรพาลูกพบแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หากปล่อยไว้นานจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้หรืออาจจะแก้ไขได้ยาก วิตามินดี ตามินดีช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกเป็นสิ่งสำคัญที่แม่อย่าให้ลูกขาด...

  • 1
  • 2