โรค ไข้หวัดใหญ่ เรื่องใหญ่ของเด็ก ๆ

มาพูดกันถึงไข้หวัดประเภทที่ถ้าใครเป็นล่ะก็ต้องบอบช้ำกันไปทั้งร่างกายกันหน่อยดีกว่า วันนี้เราจะมาพูดในแง่มุมของเด็ก ๆ กันว่าถ้าเขาต้องเจอกับอาการ ไข้หวัดใหญ่ แบบนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วรักษาอย่างไร ป้องกันอย่างไร มาเริ่มหลักสูตรเร่งรัดเพื่อจะไปดูแลให้เจ้าตัวเล็กห่างไกลจากโรคนี้กันดีกว่า

ไข้หวัดใหญ่ คืออะไร?

โรคนี้คือการที่เด็ก ๆ จะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งแน่นอนว่าเกิดจากไวรัส และไวรัสที่ว่าก็คือ H1N1, H3N2, ตระกูลวิคตอเรีย, ยามากาตะ และชนิดซี จริง ๆ แล้วต้องเฝ้าระวังกันทั้งปีแต่ช่วงที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือช่วงหน้าฝนและหน้าหนาวนั่นเอง

อาการหลักของโรคนี้ถ้าเด็ก ๆ เป็นจะเป็นอย่างไรบ้าง?

            แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นด้วยการมีไข้สูง (38.5 – 39.6 องศาฯ) พร้อมทั้งอาการไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และสิ่งที่จะทำให้ทรมานมากก็คืออาการเมื่อยล้า ปวดตามข้อ ปวดหัว อ่อนเพลียมาก ๆ ซึ่งอาจมีอาการอาเจียน ท้องเสีย เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถ้าเด็ก ๆ ต้องมาเจออาการแบบนี้บอกเลยว่าพวกเขาต้องรู้สึกแย่มากอย่างแน่นอน

       แล้วไข้หวัดใหญ่ในเด็กกับผู้ใหญ่แตกต่างกันอย่างไร?
       
จริง ๆ แล้วเกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกันแต่อาการแทรกซ้อนของเด็ก ๆ จะมีมากกว่า เช่น ปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง อาการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาการแทรกซ้อนนี้สามารถทำให้เกิดอาการช็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตกันได้เลยทีเดียว
         และอาการทั่วไปอย่างเช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาแดง ในเด็กนั้นก็จะเกิดขึ้นมากกว่าวัยผู้ใหญ่อีกด้วย เพราะภูมิคุ้มกันของเขายังไม่แข็งแรงมากเท่าไรนัก

       แบบไหนที่เรียกได้ว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่”
       
ถ้าไอหนัก ไข้สูง มีอาการคล้ายหวัด ปวดหัว เพลียมาก หายใจเหนื่อย และเป็นแบบนี้ติดต่อกันมากกว่า 5 วัน การพาไปพบแพทย์เป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
         โดยแพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุในห้อง Lab เพิ่ม และวิเคราะห์สายพันธุ์ออกมาให้ชัดเจน ให้ยาและแนะนำการรักษาได้อย่างตรงจุดที่สุด

       การรักษาจะเป็นอย่างไรบ้าง?
       
ตัวยาหลักในการใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ก็คือ Tamiflu ที่มีให้คุณทั้งในรูปแบบแคปซูล ยาน้ำ ผงให้สูดดม และเมื่อเด็ก ๆ ได้รับยาเหล่านี้ถัดไปอีกประมาณ 48 ชั่วโมง จะมีส่วนช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ และยังช่วยลดอาการเจ็บป่วยจากไข้หวัดได้อีก 1-2 วันอีกด้วย

       ไม่อยากให้ลูกเป็น…ป้องกันอย่างไรดี?
       
การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุด และเดี๋ยวนี้สามารถพาลูกไปฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปกันแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะจะฉีดที่สุดก็คือ 6 เดือน – 4 ปี
         จริง ๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่เด็ก ๆ เท่านั้นที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน แต่ถ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ว่ายังไม่ได้ฉีดแล้วมีอายุ 55 ปีขึ้นไปก็ขอแนะนำว่าควรไปฉีดเอาไว้เช่นเดียวกัน
         

         นอกเหนือจากการรู้ทันโรค การดูแลตัวเอง และการป้องกันแล้ว เรื่องของความสะอาดก็ถือว่าต้องดูแลและสอนให้ลูกรู้จักเอาไว้ เพราะเป็นด่านแรกที่จะช่วยป้องกันลูกได้เป็นอย่างดี และความสะอาดยังช่วยให้ลูกพ้นจากหลากหลายโรคได้อีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published.