27 May2021June 15, 2021
Post
วิธี พาลูกตื่นเช้า อย่างมีความสุข

วิธี พาลูกตื่นเช้า อย่างมีความสุข

         การที่จะต้องตื่นเช้านั้นเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ หลายคนงอแง แต่จะทำอย่างไรได้ชีวิตของเขาตั้งแต่ช่วง 3 ขวบยาวไปจนประมาณ 18 ปี ต้องตื่นไปให้ทันเวลา 8.00 ของวันจันทร์ถึงศุกร์ มามองเรื่องนี้ให้เป็นการสร้างวินัยกันดีกว่า คุณพ่อคุณแม่จะได้มีแรงบันดาลใจช่วยกันนำเทคนิคเหล่านี้ไปช่วยปลุกลูกตื่นขึ้นมาทุกเช่าพร้อมความสดใส และนานไปเขาอาจกลายเป็นคนตื่นเช้ากันเลยก็ได้ มาเริ่มพาลูกตื่นเช้าอย่างมีความสุขไปพร้อมกันดีกว่า  มันต้องเริ่มตั้งแต่การ เข้านอน เด็กเล็กไม่คู้ควรกับการนอนดึกกันอยู่แล้ว เพราะว่าการนอนของเขายังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการของร่างกายของเขาอยู่มาก การนอนของเขาควรมีบรรยากาศที่มืด สงบ แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจกับเขา ถ้าในห้องมีโทรทัศน์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ ที่อาจรบกวนการนอนของเขาพยายามเอาออกไปให้ไกลที่สุดจะดีกับการนอนของลูกค่ะ เริ่มต้นตอนเช้าด้วยเสียงที่แสนอบอุ่น แม้ว่าการพูดด้วยเสียงดังจะมีส่วนทำให้ลูกสะดุ้งตื่นง่ายขึ้น แต่ก็เชื่อเลยว่าการต้องตื่นด้วยอาการสะดุ้งนั้นน่าจะไม่ทำให้ลูกอารมณ์ดีเสียเท่าไรนัก ลองเปลี่ยนเสียงทักทายยามเช้าให้นุ่มนวล พยายามคิดประโยคที่จะทำให้เกิดการสื่อสารกับคุณและลูกเอาไว้ดีกว่า สิ่งเหล่านี้แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ความรู้สึกแรกของวันในความคิดลูกมีความสุขขึ้นไม่น้อยเลยนะคะ  เล่าเรื่องดี ๆ ให้เขาฟัง นอกจากคำทักทายที่นุ่มนวลและอบอุ่นแล้วการได้ตื่นขึ้นมาแล้วฟังเรื่องดี ๆ แต่เช้ามันก็ทำให้ทุกวันที่ตื่นมีความสุขขึ้นได้เหมือนกันนะคะ วิธีนี้ดีทั้งกับคุณพ่อคุณแม่เองและแน่นอนว่าดีกับใจเจ้าตัวเล็กด้วยค่ะ          เรื่องราวที่ว่าเป็นได้ทั้งแพลนการเที่ยวในวันหยุด เล่าถึงกิจกรรมและความสนุกที่ลูกจะได้เจอในวันเหล่านั้น อาจเพิ่มการสัมผัสอย่างอ่อนโยนช่วยให้เขาตื่นง่ายขึ้น ถือเป็นการกระตุ้นเขาทางอ้อม ชวนให้เขาลุกมาเตรียมของเพื่อรับความสนุก เชิญชวนด้วยประโยคที่น่าสนใจ เช่น ใครอยากกินของอร่อยยกมือขึ้น ใครพร้อมเที่ยวลุกออกมาเลย ใครอยากได้รางวัลตื่นเช้าไปอาบน้ำแต่งตัวกันดีกว่า เป็นต้น อาหารเช้าสำคัญกับทั้งร่างกายและจิตใจ       ไม่ว่าจะวัยไหนการได้ตื่นมากินข้าวอร่อย ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องราวดี ๆ ของวันอย่างแน่นอน พยายามหาเมนูใหม่ ๆ...

19 Dec2019December 23, 2019
Post
สิ่งที่ลูกน้อยต้องทำให้ได้ เตรียมความพร้อม ก่อนลูกเข้าโรงเรียน

สิ่งที่ลูกน้อยต้องทำให้ได้ เตรียมความพร้อม ก่อนลูกเข้าโรงเรียน

ในปัจจุบันเด็กจะเข้าเรียนในโรงเรียน  โดยมีอายุน้อยกว่าในอดีต เพราะพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องทำงาน บางครอบครัวหลังจากที่แม่คลอดลูกได้เพียงแค่  3 เดือน ก็นำลูกน้อยไปฝากเลี้ยงแล้ว เพราะพ่อกับแม่ต้องช่วยกันทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ  บางครอบครัวคลอดลูกแล้วไม่มีปู่ย่าตายายที่ต้องช่วยเลี้ยงดู การส่งลูกน้อยเข้าสู่สถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นวิธีที่ดูแลลูกได้ดีที่สุดสำหรับที่พ่อแม่สามารถทำได้ในยุคนี้   แต่เมื่อพูดถึงตามพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็ก ที่สามารถเข้าสังคมและเรียนรู้ได้ดีนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป เป็นวัยที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นเข้าเรียนในโรงเรียน  เพราะพัฒนาการของเด็กอายุ 2 ขวบสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ดีในสังคม  แต่เรื่องที่พ่อแม่ห่วงที่สุดในการเข้าโรงเรียน ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องความปลอดภัยที่เกี่ยวกับชีวิตของลูก จนลืมนึกไปว่าสิ่งสำคัญที่ลูกต้องทำให้ได้ก่อนเข้าโรงเรียนนั้น มีความสำคัญมากแค่ไหน เพราะเป็นการกำหนดขอบเขตในสิ่งที่ลูกต้องทำให้ได้เพื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้อย่างมีความสุขและที่สำคัญไม่เป็นภาระของครูมากเกินไป การเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน เตรียมความพร้อม ก่อนลูกเข้าโรงเรียน การเลิกดื่มนมจากขวดนมอย่างเด็ดขาด  เด็กควรเลิกดื่มนมจากขวดนมอายุไม่ควรเกิน 12 เดือน หรืออายุ 1 ปี เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่างๆทางด้านร่างกายเช่น ปัญหาของฟันผุ ปัญหาฟันหน้าที่ยื่นออกมา  และเมื่อลูกต้องไปโรงเรียนลูกจะสร้างภาระให้กับคุณครูและพ่อแม่ที่ต้องยุ่งยากในการเตรียมขวดนม ล้างขวดนม และผสมนมให้ลูกดื่ม หากพ่อแม่ฝึกให้ลูกเลิกดื่มนมจากขวดตั้งแต่อายุ1ปีได้  เมื่อถึงเวลาเข้าโรงเรียนพ่อแม่กับคุณครูก็จะไม่มีความยุ่งยากเลย และลูกก็จะมีสุขภาพฟันที่ดีด้วย การเข้าห้องน้ำด้วยตนเองได้ การเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกทำได้ตั้งแต่อยู่ในบ้าน เพราะการปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเรื่องที่ลูกน้อยต้องปฏิบัติให้ได้ด้วยตนเองในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หากพ่อแม่ฝึกลูกให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในห้องน้ำได้ จึงเป็นผลดีที่จะทำให้ลูก ไม่ต้องฉี่ใส่ชุดนักเรียน แต่ยังมีพ่อแม่บางคนยังให้ลูกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปมาโรงเรียน เพราะไม่มีการฝึกลูกในการเข้าห้องน้ำ ลูกก็จะไม่สามารถเข้าห้องน้ำเองได้เลยนอกจากจะพบกับสภาพที่อับชื้นที่จะเกิดขึ้นกับตัวลูกแล้วยังทำให้พ่อแม่ต้องเสียเงินซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปอยู่ตลอดอีกด้วย    ลูกจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้เลย จะไม่สามารถเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะเองได้ ลูกจะติดอยู่กับการฉี่ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเหมือนเดิม จะเป็นการสร้างภาระให้ครูที่ต้องคอยเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้กับเด็กตลอดเวลาอีกด้วย การรับประทานอาหารด้วยตนเอง การรับประทานอาหารด้วยตนเองเป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่อยู่ในบ้านเช่นกัน เพราะเด็กจะชื่นชอบการนั่งรับประทานอาหารและชื่นชอบการใช้มือจับอาหารเข้าปากที่สุด  การฝึกให้เขาได้เรียนรู้การรับประทานอาหารตั้งแต่อายุ 1 ขวบ...

02 Dec2019December 11, 2019
Post
วิธีการแก้ปัญหาเด็ก ไม่อยากไปโรงเรียน ในสิงคโปร์ ที่กำลังเผชิญอยู่

วิธีการแก้ปัญหาเด็ก ไม่อยากไปโรงเรียน ในสิงคโปร์ ที่กำลังเผชิญอยู่

ผู้ปกครองบางคนในสิงคโปร์อาจสงสัยว่าทำไมลูกของพวกเขาจึง ไม่อยากไปโรงเรียน ลูกของคุณไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ว่าคุณจะช่วยสนับสนุนเขามากแค่ไหนก็ตาม หากสิ่งนี้มีความลำบากใจเมื่อต้องพาเขาไปโรงเรียนในทุกๆเช้า คุณต้องถามตัวเองและลูกว่า ทำไม? คุณเป็นเช่นนี้หรือไม่? ต้องทะเลาะกับลูกน้อยหรือมีความลำบากใจเมื่อต้องพาเขาไปโรงเรียน? ลูกของคุณร้องงอแงไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาลและขอให้แม่อยู่ด้วยหรือไม่? แต่คุณเองก็ต้องไปทำงาน แล้วคุณจะทำอย่างไรล่ะ? ทำไมลูกของคุณ ไม่อยากไปโรงเรียน เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ความจริงที่ว่าลูกไม่อยากให้แม่ทิ้งเขาไว้ที่โรงเรียนนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร แต่ประเด็นคือว่า ทำไมเขาไม่อยากถูกทิ้งไว้ การหาสาเหตุที่แท้จริงคือวิธีที่นำไปสู่การแก้ปัญหาและคุณก็จะได้ไปทำงานได้อย่างสบายใจ หาสาเหตุของปัญหา 1. การเจ็บป่วย หากลูกของคุณตื่นขึ้นมาบ่นว่าพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน ลูกคุณรู้สึกไม่สบายหรือไม่? ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านหากคุณรู้สึกไม่สบาย นี่อาจเป็นสาเหตุที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาลก็เป็นได้ ดังนั้นควรเชคกับลูกให้ดีก่อนว่าลูกของคุณมีไข้หรือไม่? เจ็บคอหรือไม่ เขามีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายหรือไม่? มีอาการคัดจมูกหรือมีอาการไอหรือไม่? ความจริงที่ว่าลูกไม่อยากให้แม่ทิ้งเขาไว้ที่โรงเรียนนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร แต่ประเด็นคือว่า ทำไมเขาไม่อยากถูกทิ้งไว้ การหาสาเหตุที่แท้จริงคือวิธีที่นำไปสู่การแก้ปัญหาและคุณก็จะได้ไปทำงานได้อย่างสบายใจ ดังนั้นถ้าลูกไม่อยากไปโรงเรียนเพราะสาเหตุว่าไม่สบาย 100% ก็ให้เขาพักผ่อนให้อยู่บ้าน 2. ความเหนื่อยล้า ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ว่า: ลูกได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่? เขานอนหลับฝันดีไหม? ความจริงก็คือ เด็กที่เหนื่อย คือ เด็กที่ตื่นตัวอยู่เสมอ  การให้ความสำคัญในการสร้างกิจวัตรก่อนนอนในเชิงบวกที่ช่วยให้มั่นใจว่านอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนอย่างเพียงพอ 3. ความกลัว ดูเหตุผลอันลึกซึ้งเมื่อลูกของคุณไม่อยากไปโรงเรียน: ลูกของคุณกลัวที่จะไปโรงเรียนหรือไม่? โดยปกติแล้วเด็กที่ไม่มีปัญหาเรื่องการไปโรงเรียน แต่บางครั้งอาจเจอปัญหาอะไรบางอย่างที่ทนต่อการร้องไห้ไม่ได้ และไม่มีเหตุผล งานนี้คุณต้องหาว่าเหตุผลนั้นคืออะไร ลูกกลัวเด็กคนอื่นที่โรงเรียนหรือไม่? เด็กอันธพาลที่เที่ยวแกล้งคนอื่นมีได้ทุกรูปแบบและเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัยของเด็ก อาจเจอการขู่และแกล้งของเด็กอื่น จนทำให้พวกเขากลัวได้ แต่สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นจริงในโลกของเรา ให้คุณพูดคุยกับครูที่ดูแลเด็กเพื่อให้พวกเขาช่วยดูแลสถานการณ์ในห้องเรียนหากต้องการตรวจสอบว่าการรังแกเป็นต้นเหตุของความกลัวของเด็กหรือไม่ให้ถามคำถามทางอ้อมที่จะสร้างโอกาสให้ลูกของคุณแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขา ลูกของคุณกลัวที่จะไปโรงเรียนอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เธออยู่ที่โรงเรียน’บางสิ่งบางอย่าง’ นี้อาจเป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งต่อไปนี้ แต่ไม่จำกัดเพียง: เด็กคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือประสบกับการจับกุหรือการทำร้าย โรงเรียนต้องปิดตัวลงเพื่อความปลอดภัย ก่อนอื่น แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความวิตกกังวลของลูกเท่าที่คุณทำได้ก่อน เมื่อคุณได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว...

04 Nov2019November 4, 2019
Post
TIME OUT(การขอเวลานอก) วิธีการลงโทษลูก แบบสงบแต่สยบลูกน้อยอย่างได้ผล

TIME OUT(การขอเวลานอก) วิธีการลงโทษลูก แบบสงบแต่สยบลูกน้อยอย่างได้ผล

วิธีการลงโทษลูก มีหลากหลายวิธี ยิ่งในปัจจุบันไม่ควรลงโทษด้วยวิธีการตี การดุว่าอย่างแรง เพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ และยังเป็นการปลูกฝังนิสัยรุนแรงให้แก่เด็ก แล้วจะมีวิธีการทำโทษที่ไม่ตี ไม่ดุว่าแต่ได้ผลสยบเจ้าหนูได้บ้างไหมนะ Time out (การขอเวลานอก)  เป็นวิธีการที่ตอบโจทย์นี้ได้ นี่คือเคล็ดลับ วิธีการลงโทษลูก บางส่วนจาก American Academy of Pediatrics เด็กในวัยใดสามารถใช้วิธี Time out (การขอเวลานอก) ได้ 1. เตือนลูกก่อน ” ถ้าลูกไม่หยุด ลูกจะต้อง Time out (การขอเวลานอก)” ตามที่ตั้งกฏไว้ 2. ตั้งชื่อพฤติกรรมนี้ ( เช่น “ไม่ตี” ) 3. ให้ลูกของคุณไปยังสถานที่ที่เงียบสงบ เช่น มุมห้อง ที่ไม่ใช่ห้องนอนหรือห้องเด็กเล่น 4. เริ่มจับเวลา 1 นาทีสำหรับแต่ละปี ตัวอย่างเช่น: สำหรับเด็กอายุ 2 ขวบ ควรเริ่มจากระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 2 นาที สำหรับ เด็กอายุ 3 ขวบ ควรเริ่มจากระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 3...